รู้ก่อนรวยกว่า! เมืองนิเวศสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสุดว้าว

รู้ก่อนรวยกว่า! เมืองนิเวศสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสุดว้าว

webmaster

생태적 도시재생의 경제적 효과 분석 관련 이미지 1

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิทัศน์เมืองของเรา ความท้าทายต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเติบโตของประชากร และความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ได้กระตุ้นให้เกิดความต้องการแนวทางที่ยั่งยืนและครอบคลุมมากขึ้นในการพัฒนาเมือง การฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความต้องการทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของเมืองของเรา การฟื้นฟูนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังเกี่ยวกับการสร้างเมืองที่มีชีวิตชีวา ยืดหยุ่น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นการฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศเป็นแนวทางที่ครอบคลุมซึ่งเกี่ยวข้องกับการบูรณาการระบบนิเวศเข้ากับสภาพแวดล้อมในเมือง แนวทางนี้ตระหนักถึงการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ และพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากคุณประโยชน์ของระบบนิเวศเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในเมือง แนวคิดนี้ครอบคลุมหลากหลายความคิดริเริ่ม เช่น การสร้างพื้นที่สีเขียว การใช้พลังงานหมุนเวียน และการส่งเสริมการขนส่งที่ยั่งยืนแต่การฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศมีผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างไร?

생태적 도시재생의 경제적 효과 분석 관련 이미지 1

การฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศสามารถกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการดึงดูดธุรกิจและการลงทุน เมืองที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและคุณภาพชีวิตมักจะน่าดึงดูดมากกว่าสำหรับบริษัทและผู้ประกอบการที่ต้องการดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีทักษะ นอกจากนี้ การลงทุนในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและพลังงานหมุนเวียนสามารถสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจของการฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศ เราต้องเจาะลึกลงไปถึงกลไกและตัวอย่างเฉพาะเจาะจง มาสำรวจเพิ่มเติมในบทความต่อไปนี้

สวัสดีค่ะทุกคน! ในฐานะบล็อกเกอร์สายรักษ์โลกและเศรษฐกิจที่คลุกคลีกับการเปลี่ยนแปลงของเมืองมาตลอด ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้มาคุยเรื่อง “การฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศ” ที่ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมสวยๆ งามๆ เท่านั้น แต่มันคือขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริง!

หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องนี้ไกลตัว หรือเป็นแค่เรื่องของภาครัฐ แต่จริงๆ แล้วมันส่งผลโดยตรงกับกระเป๋าเงินของเราทุกคน ทั้งในแง่ของโอกาสทางธุรกิจ การสร้างงาน หรือแม้แต่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นที่ตีเป็นมูลค่าไม่ได้

ยกระดับคุณภาพชีวิต ดึงดูดผู้คนและธุรกิจ

เมืองสวยน่าอยู่ ใครๆ ก็อยากมาลงทุน

ฉันเองได้เห็นมาเยอะเลยว่าเมืองไหนที่ดูสะอาด มีพื้นที่สีเขียวเยอะๆ หรือมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี๊ดีนะ มักจะดึงดูดทั้งคนเก่งๆ และบริษัทใหญ่ๆ ให้เข้ามาลงทุนได้ง่ายกว่ามากๆ เลยค่ะ เพราะอะไรน่ะเหรอ?

ก็เพราะว่าพนักงานเองก็อยากทำงานในสภาพแวดล้อมที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีกันทั้งนั้นแหละจริงไหม? ลองคิดดูสิคะว่าถ้าตื่นเช้ามาเห็นต้นไม้เขียวๆ แทนที่จะเป็นตึกสูงๆ อากาศก็ดี เดินทางไปทำงานก็สะดวก ไม่ต้องเจอรถติดให้หงุดหงิด แบบนี้ใครบ้างล่ะจะไม่อยากมาอยู่ มาทำงาน หรือมาลงทุน?

จากข้อมูลที่ได้เจอมาก็ยืนยันชัดเจนเลยว่าเมืองที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน มักจะมีแรงดึงดูดในการลงทุนสูงขึ้น แถมยังช่วยให้เมืองเติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะยาวด้วยนะ เหมือนกรุงเทพฯ ที่ตอนนี้ก็มีโครงการดีๆ อย่าง “กรุงเทพฯ 250” ที่มุ่งฟื้นฟูย่านเก่าแก่ให้กลับมามีชีวิตชีวา แต่ยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุนให้กลับมาสนใจพื้นที่เหล่านั้นอีกครั้ง ซึ่งฉันว่ามันดีมากๆ เลยนะที่เมืองเราเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ

สุขภาพดี มีแรงทำงาน เศรษฐกิจก็ดีตาม

เรื่องสุขภาพนี่เป็นอะไรที่ฉันให้ความสำคัญมากเลยค่ะ และพื้นที่สีเขียวนี่แหละคือหัวใจสำคัญของสุขภาพที่ดีของคนเมืองเราจริงๆ นะ ไม่ใช่แค่ช่วยให้เราได้ออกกำลังกาย ได้พักผ่อนหย่อนใจเท่านั้น แต่รู้ไหมว่ามันช่วยลดมลภาวะทางอากาศได้ด้วยนะ ต้นไม้ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และลดฝุ่น PM2.5 ได้จริง อย่างงานวิจัยก็บอกว่าต้นไม้ในสวนสาธารณะสามารถลดฝุ่น PM10 ได้ถึง 7% เลยทีเดียว พออากาศดี สุขภาพกายดี สุขภาพจิตก็ดีตามไปด้วย คนทำงานก็มีแรง มีกำลังใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานได้เต็มที่ ลองนึกภาพดูสิคะว่าถ้าเราป่วยบ่อยๆ ต้องลาหยุดบ่อยๆ เศรษฐกิจจะเดินหน้าไปได้ยังไง?

การลงทุนในพื้นที่สีเขียวจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ เพราะมันคือการลงทุนในคุณภาพชีวิตของประชากร ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเราให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

โอกาสทองของการสร้าง “งานสีเขียว” ใหม่ๆ

จากพื้นที่ว่าง สู่แหล่งสร้างรายได้ยั่งยืน

ใครจะไปคิดว่าพื้นที่รกร้างว่างเปล่า หรือแม้แต่ใต้ทางด่วนที่เราเคยเห็นกันจนชินตา จะสามารถกลายเป็นแหล่งสร้างงานและรายได้ใหม่ๆ ได้จริงเหรอ? ฉันบอกเลยว่าได้แน่นอนค่ะ!

แนวคิดการฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศนี่แหละที่ทำให้เกิด “งานสีเขียว” ขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการออกแบบภูมิทัศน์ การดูแลสวนสาธารณะ การจัดการขยะ การติดตั้งพลังงานหมุนเวียน หรือแม้แต่การพัฒนาการเกษตรในเมือง ลองจินตนาการถึงพื้นที่ใต้ทางด่วนในกรุงเทพฯ ที่เคยเป็นที่จอดรถหรือถูกทิ้งร้าง ตอนนี้หลายๆ ที่ถูกพัฒนาให้เป็นสวนสาธารณะ เป็นลานกีฬา หรือเป็นแหล่งปลูกผักสวนครัวของชุมชนแล้ว ซึ่งไม่ได้แค่สวยงามขึ้น แต่ยังสร้างอาชีพให้คนในชุมชนมีรายได้เสริมจากการขายผลผลิต หรือจากงานดูแลพื้นที่เหล่านี้ด้วยนะ จากประสบการณ์ที่ฉันได้พูดคุยกับคนในชุมชนที่ได้ประโยชน์จากโครงการเหล่านี้ พวกเขาเล่าด้วยความภาคภูมิใจเลยว่าการได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติแบบนี้มันทำให้พวกเขารู้สึกมีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองอย่างแท้จริงเลยค่ะ

Advertisement

ทักษะใหม่ๆ ที่ตลาดแรงงานต้องการ

ยุคสมัยเปลี่ยนไป ทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการก็เปลี่ยนตามค่ะ “งานสีเขียว” ไม่ใช่แค่การใช้แรงงานอย่างเดียวแล้วนะ แต่มันต้องการความรู้ความสามารถเฉพาะทางด้วย เช่น การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานแสงอาทิตย์ การออกแบบระบบน้ำหมุนเวียน หรือแม้แต่การเป็นผู้จัดการโครงการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว สิ่งเหล่านี้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับเทรนด์โลก ทำให้พวกเขามีโอกาสในการทำงานที่มั่นคงและมีรายได้ที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือได้มีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับโลกของเราด้วย ตัวฉันเองก็รู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นเด็กๆ รุ่นใหม่หันมาสนใจอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มันเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยเรากำลังเดินหน้าไปสู่สังคมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง และนี่คือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้

มูลค่าอสังหาริมทรัพย์พุ่งกระฉูด

ลงทุนในพื้นที่สีเขียว = ลงทุนในอนาคต

เรื่องนี้ฉันเห็นมากับตาตัวเองเลยค่ะ! หลายปีที่ผ่านมานี้ ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในย่านที่มีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่หรือมีสวนสาธารณะสวยๆ เนี่ย พุ่งขึ้นเอาๆ เลยนะ มันเหมือนเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้คนอยากมาอยู่อาศัย เพราะได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้อากาศบริสุทธิ์ แถมยังเดินทางสะดวกสบายอีกต่างหาก ใครจะไม่อยากได้ล่ะคะ?

ลองดูโครงการคอนโดมิเนียมหรือบ้านจัดสรรที่อยู่ติดสวนสาธารณะใหญ่ๆ สิคะ มักจะขายดีและมีราคาสูงกว่าโครงการที่อยู่ในย่านที่แห้งแล้ง หรือมีมลพิษเยอะๆ ชัดเจนเลย การลงทุนพัฒนาพื้นที่สีเขียวจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำเพื่อสังคมอย่างเดียวแล้ว แต่มันคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเมืองและทรัพย์สินโดยรอบอย่างมหาศาลเลยทีเดียว ฉันเองเคยคิดจะซื้อที่ดินแถวๆ สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนั้นก็ลังเลไปมา พอกลับมาดูอีกที ราคาขึ้นไปหลายเท่าตัวแล้วค่ะ เสียดายสุดๆ เลย!

นี่แหละที่เขาเรียกว่า “ยิ่งใหญ่ ยิ่งดี” เพราะงานวิจัยหลากหลายยืนยันว่าขนาดพื้นที่สีเขียวมีความสำคัญต่อการเพิ่มการใช้ประโยชน์และส่งผลต่อมูลค่าอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ

โซนไหนมีต้นไม้ โซนนั้นมีแต่คนแย่งซื้อ

มันเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นเยอะมากๆ เลยค่ะ การเลือกที่อยู่อาศัยก็ไม่ใช่แค่ดูเรื่องทำเลดี เดินทางสะดวกอย่างเดียวแล้ว แต่ต้องมีพื้นที่สีเขียวให้ได้พักผ่อนด้วย ลูกค้าของฉันหลายคนถึงกับระบุเลยว่าอยากได้คอนโดที่มีสวนลอยฟ้า หรือบ้านที่มีสนามหญ้ากว้างๆ ถึงแม้ราคาจะสูงกว่าหน่อยก็ยอมจ่าย นี่สะท้อนให้เห็นเลยว่าความต้องการพื้นที่สีเขียวมันมีผลต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างมากเลยค่ะ Developer อสังหาริมทรัพย์เองก็เริ่มเห็นเทรนด์นี้แล้วนะ หลายๆ โครงการก็เริ่มออกแบบให้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น มีสวนหย่อม สวนสาธารณะขนาดเล็ก หรือแม้แต่ปลูกต้นไม้ใหญ่ตามแนวถนนเพื่อเพิ่มความร่มรื่น นี่เป็นการปรับตัวที่ชาญฉลาดมากๆ เลยค่ะ เพราะมันไม่ได้แค่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับโครงการเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าและดึงดูดลูกค้าได้จริงในระยะยาว ยิ่งพื้นที่นั้นมีนโยบายสนับสนุนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างต่อเนื่องด้วยแล้ว ยิ่งน่าสนใจเป็นพิเศษเลยนะ

พลิกโฉมการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่น

เสน่ห์ใหม่ดึงดูดนักท่องเที่ยวรักษ์โลก

ยุคนี้คนเที่ยวไม่ได้แค่อยากเห็นแต่ห้างสรรพสินค้าหรือตึกสูงๆ อย่างเดียวแล้วนะคะ! นักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวต่างชาติ หันมามองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือ Eco-tourism กันมากขึ้นเรื่อยๆ เมืองที่มีสวนสาธารณะสวยๆ มีเส้นทางปั่นจักรยานริมน้ำ หรือมีชุมชนที่ยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิมพร้อมกับดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี เนี่ย กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมไปเลยค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ชุมชนคลองสานหรือกะดีจีนในกรุงเทพฯ ที่มีการฟื้นฟูย่านเก่าแก่ให้กลับมามีชีวิตชีวา ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สนใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม พร้อมๆ ไปกับการส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อม การฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศจึงเป็นการสร้างเสน่ห์ใหม่ๆ ให้กับเมืองของเรา ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ที่พร้อมจะจ่ายเงินเพื่อประสบการณ์ที่มีคุณค่า และแน่นอนว่ารายได้ก็จะกระจายไปสู่คนในท้องถิ่น ทั้งพ่อค้าแม่ค้า ร้านอาหาร หรือธุรกิจที่พักขนาดเล็กด้วยค่ะ

Advertisement

ชุมชนเข้มแข็ง ท่องเที่ยวเติบโตยั่งยืน

ฉันเชื่อเสมอว่าการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนจะต้องเริ่มจากชุมชนที่เข้มแข็งค่ะ การฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศจะเปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวของตัวเอง ได้เรียนรู้การจัดการขยะ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการนำเสนอวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน พอชุมชนมีส่วนร่วม พวกเขาก็จะเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและหวงแหนพื้นที่ของตัวเอง ทำให้การท่องเที่ยวเติบโตไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การที่ชุมชนต่างๆ ได้เข้ามาช่วยกันสร้างสรรค์กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับพื้นที่สีเขียว หรือการทำเกษตรอินทรีย์ในเมืองที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเรียนรู้ได้ แบบนี้แหละค่ะที่เรียกว่า win-win situation ทั้งคนท้องถิ่นได้ประโยชน์ นักท่องเที่ยวได้ประสบการณ์ดีๆ และเมืองของเราก็เติบโตอย่างยั่งยืนค่ะ

ประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพ

พลังงานสะอาด ลดภาระในระยะยาว

เรื่องพลังงานเป็นอีกเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจเลยค่ะ การหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาดในเมือง ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานชีวภาพ ไม่ได้แค่ช่วยลดมลพิษเท่านั้น แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาวได้มหาศาลเลยนะคะ ฉันเคยไปเยี่ยมชมโครงการที่ชุมชนมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน หรือมีการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตเป็นพลังงาน ชีวภาพใช้เองในชุมชน พวกเขาก็บอกเป็นเสียงเดียวกันเลยว่ามันช่วยประหยัดค่าไฟไปได้เยอะมาก แถมยังสร้างรายได้เสริมจากการขายพลังงานส่วนเกินให้กับรัฐได้อีกด้วย นี่แหละค่ะคือการลงทุนที่คุ้มค่าจริงๆ เพราะมันช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับทั้งครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ พร้อมกับสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับเมืองของเราในอนาคตด้วย

ขนส่งสาธารณะดี มีแต่ได้กับได้

ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ เนี่ย เป็นอะไรที่ฉันเองก็ประสบพบเจอมาตลอดชีวิตเลยค่ะ มันไม่ได้แค่ทำให้เราเสียเวลาบนท้องถนนเท่านั้นนะ แต่ยังเป็นต้นเหตุของมลพิษทางอากาศและค่าใช้จ่ายน้ำมันที่สูงลิ่วอีกด้วย การลงทุนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น รถไฟฟ้า รถเมล์ไฟฟ้า หรือเส้นทางจักรยานที่เชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึง จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆ เพราะมันช่วยให้คนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลงได้เยอะเลยค่ะ พอคนใช้รถส่วนตัวน้อยลง ปัญหารถติดและมลพิษก็จะลดลงตามไปด้วย ส่งผลดีต่อสุขภาพของคนเมืองและสภาพแวดล้อมโดยรวม แถมยังช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศในการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วยนะคะ นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในหลายมิติเลยจริงๆตารางแสดงประโยชน์ทางเศรษฐกิจของการฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศ

ด้าน ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างในประเทศไทย
การลงทุนและธุรกิจ ดึงดูดนักลงทุนและบริษัทที่มองหาคุณภาพชีวิตที่ดีและภาพลักษณ์องค์กรที่ยั่งยืน โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ เพิ่มความน่าสนใจให้กับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์
การสร้างงาน เกิด “งานสีเขียว” ใหม่ๆ เช่น ผู้ดูแลสวน นักออกแบบภูมิทัศน์ ผู้เชี่ยวชาญพลังงานสะอาด โครงการฟื้นฟูคลองแสนแสบ หรือพัฒนาพื้นที่ใต้ทางด่วน สร้างงานให้คนในชุมชน
มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มมูลค่าที่ดินและอาคารในพื้นที่ใกล้เคียงกับโครงการเชิงนิเวศ ราคาที่ดินสูงขึ้นในย่านที่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ เช่น สวนลุมพินี
การท่องเที่ยว ดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น ย่านกะดีจีน-คลองสาน ฟื้นฟูวิถีชีวิตดั้งเดิม ดึงดูดนักท่องเที่ยว
การประหยัดค่าใช้จ่าย ลดค่าพลังงานเชื้อเพลิง, ค่ารักษาพยาบาล, ค่าจัดการมลพิษ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ หรือระบบขนส่งสาธารณะช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล

แรงจูงใจนักลงทุน ESG และการเติบโตแบบยั่งยืน

เทรนด์โลกที่ธุรกิจไทยต้องไม่พลาด

รู้ไหมว่าตอนนี้การลงทุนแบบยั่งยืน หรือที่เรียกว่า ESG (Environmental, Social, Governance) กำลังเป็นเทรนด์ใหญ่ของโลกเลยนะ นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับบริษัทที่ไม่ใช่แค่ทำกำไรอย่างเดียว แต่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และมีการบริหารจัดการที่ดีด้วย ถ้าเมืองของเรามีการฟื้นฟูเชิงนิเวศอย่างจริงจัง ก็จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากกลุ่มนักลงทุน ESG เหล่านี้ได้มากขึ้นเลยค่ะ ซึ่งเป็นเหมือนการการันตีว่าเมืองของเรามีการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว เพราะนักลงทุนกลุ่มนี้มองหาผลตอบแทนที่ดีควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ฉันเองก็แนะนำเพื่อนๆ นักลงทุนให้เริ่มศึกษาการลงทุนในหุ้นยั่งยืน หรือกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในบริษัทที่มี ESG สูงๆ เพราะเป็นช่องทางที่น่าสนใจและมีโอกาสเติบโตที่ดีในอนาคตจริงๆ

โอกาสใหม่ในตลาดทุนสีเขียว

การฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศยังเปิดประตูสู่ “ตลาดทุนสีเขียว” ด้วยนะคะ ลองนึกถึงพันธบัตรสีเขียว (Green Bond) หรือสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ที่บริษัทหรือหน่วยงานภาครัฐสามารถระดมทุนไปใช้ในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ นี่เป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศเพื่อมาใช้ในการพัฒนาเมืองของเราให้เป็นเมืองสีเขียวอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของเงินทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการยกระดับมาตรฐานการพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับนานาชาติ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังด้วยค่ะ ฉันเชื่อมั่นว่าถ้าเราทุกคนร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เราจะสามารถสร้างเมืองที่น่าอยู่ มีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างแน่นอนค่ะสวัสดีค่ะทุกคน!

ในฐานะบล็อกเกอร์สายรักษ์โลกและเศรษฐกิจที่คลุกคลีกับการเปลี่ยนแปลงของเมืองมาตลอด ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้มาคุยเรื่อง “การฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศ” ที่ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมสวยๆ งามๆ เท่านั้น แต่มันคือขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริง!

หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องนี้ไกลตัว หรือเป็นแค่เรื่องของภาครัฐ แต่จริงๆ แล้วมันส่งผลโดยตรงกับกระเป๋าเงินของเราทุกคน ทั้งในแง่ของโอกาสทางธุรกิจ การสร้างงาน หรือแม้แต่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นที่ตีเป็นมูลค่าไม่ได้

Advertisement

ยกระดับคุณภาพชีวิต ดึงดูดผู้คนและธุรกิจ

เมืองสวยน่าอยู่ ใครๆ ก็อยากมาลงทุน

ฉันเองได้เห็นมาเยอะเลยว่าเมืองไหนที่ดูสะอาด มีพื้นที่สีเขียวเยอะๆ หรือมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี๊ดีนะ มักจะดึงดูดทั้งคนเก่งๆ และบริษัทใหญ่ๆ ให้เข้ามาลงทุนได้ง่ายกว่ามากๆ เลยค่ะ เพราะอะไรน่ะเหรอ?

ก็เพราะว่าพนักงานเองก็อยากทำงานในสภาพแวดล้อมที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีกันทั้งนั้นแหละจริงไหม? ลองคิดดูสิคะว่าถ้าตื่นเช้ามาเห็นต้นไม้เขียวๆ แทนที่จะเป็นตึกสูงๆ อากาศก็ดี เดินทางไปทำงานก็สะดวก ไม่ต้องเจอรถติดให้หงุดหงิด แบบนี้ใครบ้างล่ะจะไม่อยากมาอยู่ มาทำงาน หรือมาลงทุน?

จากข้อมูลที่ได้เจอมาก็ยืนยันชัดเจนเลยว่าเมืองที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน มักจะมีแรงดึงดูดในการลงทุนสูงขึ้น แถมยังช่วยให้เมืองเติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะยาวด้วยนะ เหมือนกรุงเทพฯ ที่ตอนนี้ก็มีโครงการดีๆ อย่าง “กรุงเทพฯ 250” ที่มุ่งฟื้นฟูย่านเก่าแก่ให้กลับมามีชีวิตชีวา แต่ยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุนให้กลับมาสนใจพื้นที่เหล่านั้นอีกครั้ง ซึ่งฉันว่ามันดีมากๆ เลยนะที่เมืองเราเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ

สุขภาพดี มีแรงทำงาน เศรษฐกิจก็ดีตาม

เรื่องสุขภาพนี่เป็นอะไรที่ฉันให้ความสำคัญมากเลยค่ะ และพื้นที่สีเขียวนี่แหละคือหัวใจสำคัญของสุขภาพที่ดีของคนเมืองเราจริงๆ นะ ไม่ใช่แค่ช่วยให้เราได้ออกกำลังกาย ได้พักผ่อนหย่อนใจเท่านั้น แต่รู้ไหมว่ามันช่วยลดมลภาวะทางอากาศได้ด้วยนะ ต้นไม้ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และลดฝุ่น PM2.5 ได้จริง อย่างงานวิจัยก็บอกว่าต้นไม้ในสวนสาธารณะสามารถลดฝุ่น PM10 ได้ถึง 7% เลยทีเดียว พออากาศดี สุขภาพกายดี สุขภาพจิตก็ดีตามไปด้วย คนทำงานก็มีแรง มีกำลังใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานได้เต็มที่ ลองนึกภาพดูสิคะว่าถ้าเราป่วยบ่อยๆ ต้องลาหยุดบ่อยๆ เศรษฐกิจจะเดินหน้าไปได้ยังไง?

การลงทุนในพื้นที่สีเขียวจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ เพราะมันคือการลงทุนในคุณภาพชีวิตของประชากร ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเราให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

โอกาสทองของการสร้าง “งานสีเขียว” ใหม่ๆ

생태적 도시재생의 경제적 효과 분석 관련 이미지 2

จากพื้นที่ว่าง สู่แหล่งสร้างรายได้ยั่งยืน

ใครจะไปคิดว่าพื้นที่รกร้างว่างเปล่า หรือแม้แต่ใต้ทางด่วนที่เราเคยเห็นกันจนชินตา จะสามารถกลายเป็นแหล่งสร้างงานและรายได้ใหม่ๆ ได้จริงเหรอ? ฉันบอกเลยว่าได้แน่นอนค่ะ!

แนวคิดการฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศนี่แหละที่ทำให้เกิด “งานสีเขียว” ขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการออกแบบภูมิทัศน์ การดูแลสวนสาธารณะ การจัดการขยะ การติดตั้งพลังงานหมุนเวียน หรือแม้แต่การพัฒนาการเกษตรในเมือง ลองจินตนาการถึงพื้นที่ใต้ทางด่วนในกรุงเทพฯ ที่เคยเป็นที่จอดรถหรือถูกทิ้งร้าง ตอนนี้หลายๆ ที่ถูกพัฒนาให้เป็นสวนสาธารณะ เป็นลานกีฬา หรือเป็นแหล่งปลูกผักสวนครัวของชุมชนแล้ว ซึ่งไม่ได้แค่สวยงามขึ้น แต่ยังสร้างอาชีพให้คนในชุมชนมีรายได้เสริมจากการขายผลผลิต หรือจากงานดูแลพื้นที่เหล่านี้ด้วยนะ จากประสบการณ์ที่ฉันได้พูดคุยกับคนในชุมชนที่ได้ประโยชน์จากโครงการเหล่านี้ พวกเขาเล่าด้วยความภาคภูมิใจเลยว่าการได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติแบบนี้มันทำให้พวกเขารู้สึกมีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองอย่างแท้จริงเลยค่ะ

Advertisement

ทักษะใหม่ๆ ที่ตลาดแรงงานต้องการ

ยุคสมัยเปลี่ยนไป ทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการก็เปลี่ยนตามค่ะ “งานสีเขียว” ไม่ใช่แค่การใช้แรงงานอย่างเดียวแล้วนะ แต่มันต้องการความรู้ความสามารถเฉพาะทางด้วย เช่น การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานแสงอาทิตย์ การออกแบบระบบน้ำหมุนเวียน หรือแม้แต่การเป็นผู้จัดการโครงการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว สิ่งเหล่านี้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับเทรนด์โลก ทำให้พวกเขามีโอกาสในการทำงานที่มั่นคงและมีรายได้ที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือได้มีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับโลกของเราด้วย ตัวฉันเองก็รู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นเด็กๆ รุ่นใหม่หันมาสนใจอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มันเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยเรากำลังเดินหน้าไปสู่สังคมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง และนี่คือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้

มูลค่าอสังหาริมทรัพย์พุ่งกระฉูด

ลงทุนในพื้นที่สีเขียว = ลงทุนในอนาคต

เรื่องนี้ฉันเห็นมากับตาตัวเองเลยค่ะ! หลายปีที่ผ่านมานี้ ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในย่านที่มีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่หรือมีสวนสาธารณะสวยๆ เนี่ย พุ่งขึ้นเอาๆ เลยนะ มันเหมือนเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้คนอยากมาอยู่อาศัย เพราะได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้อากาศบริสุทธิ์ แถมยังเดินทางสะดวกสบายอีกต่างหาก ใครจะไม่อยากได้ล่ะคะ?

ลองดูโครงการคอนโดมิเนียมหรือบ้านจัดสรรที่อยู่ติดสวนสาธารณะใหญ่ๆ สิคะ มักจะขายดีและมีราคาสูงกว่าโครงการที่อยู่ในย่านที่แห้งแล้ง หรือมีมลพิษเยอะๆ ชัดเจนเลย การลงทุนพัฒนาพื้นที่สีเขียวจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำเพื่อสังคมอย่างเดียวแล้ว แต่มันคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเมืองและทรัพย์สินโดยรอบอย่างมหาศาลเลยทีเดียว ฉันเองเคยคิดจะซื้อที่ดินแถวๆ สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนั้นก็ลังเลไปมา พอกลับมาดูอีกที ราคาขึ้นไปหลายเท่าตัวแล้วค่ะ เสียดายสุดๆ เลย!

นี่แหละที่เขาเรียกว่า “ยิ่งใหญ่ ยิ่งดี” เพราะงานวิจัยหลากหลายยืนยันว่าขนาดพื้นที่สีเขียวมีความสำคัญต่อการเพิ่มการใช้ประโยชน์และส่งผลต่อมูลค่าอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ

โซนไหนมีต้นไม้ โซนนั้นมีแต่คนแย่งซื้อ

มันเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นเยอะมากๆ เลยค่ะ การเลือกที่อยู่อาศัยก็ไม่ใช่แค่ดูเรื่องทำเลดี เดินทางสะดวกอย่างเดียวแล้ว แต่ต้องมีพื้นที่สีเขียวให้ได้พักผ่อนด้วย ลูกค้าของฉันหลายคนถึงกับระบุเลยว่าอยากได้คอนโดที่มีสวนลอยฟ้า หรือบ้านที่มีสนามหญ้ากว้างๆ ถึงแม้ราคาจะสูงกว่าหน่อยก็ยอมจ่าย นี่สะท้อนให้เห็นเลยว่าความต้องการพื้นที่สีเขียวมันมีผลต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างมากเลยค่ะ Developer อสังหาริมทรัพย์เองก็เริ่มเห็นเทรนด์นี้แล้วนะ หลายๆ โครงการก็เริ่มออกแบบให้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น มีสวนหย่อม สวนสาธารณะขนาดเล็ก หรือแม้แต่ปลูกต้นไม้ใหญ่ตามแนวถนนเพื่อเพิ่มความร่มรื่น นี่เป็นการปรับตัวที่ชาญฉลาดมากๆ เลยค่ะ เพราะมันไม่ได้แค่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับโครงการเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าและดึงดูดลูกค้าได้จริงในระยะยาว ยิ่งพื้นที่นั้นมีนโยบายสนับสนุนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างต่อเนื่องด้วยแล้ว ยิ่งน่าสนใจเป็นพิเศษเลยนะ

พลิกโฉมการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่น

เสน่ห์ใหม่ดึงดูดนักท่องเที่ยวรักษ์โลก

ยุคนี้คนเที่ยวไม่ได้แค่อยากเห็นแต่ห้างสรรพสินค้าหรือตึกสูงๆ อย่างเดียวแล้วนะคะ! นักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวต่างชาติ หันมามองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือ Eco-tourism กันมากขึ้นเรื่อยๆ เมืองที่มีสวนสาธารณะสวยๆ มีเส้นทางปั่นจักรยานริมน้ำ หรือมีชุมชนที่ยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิมพร้อมกับดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี เนี่ย กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมไปเลยค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ชุมชนคลองสานหรือกะดีจีนในกรุงเทพฯ ที่มีการฟื้นฟูย่านเก่าแก่ให้กลับมามีชีวิตชีวา ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สนใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม พร้อมๆ ไปกับการส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อม การฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศจึงเป็นการสร้างเสน่ห์ใหม่ๆ ให้กับเมืองของเรา ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ที่พร้อมจะจ่ายเงินเพื่อประสบการณ์ที่มีคุณค่า และแน่นอนว่ารายได้ก็จะกระจายไปสู่คนในท้องถิ่น ทั้งพ่อค้าแม่ค้า ร้านอาหาร หรือธุรกิจที่พักขนาดเล็กด้วยค่ะ

Advertisement

ชุมชนเข้มแข็ง ท่องเที่ยวเติบโตยั่งยืน

ฉันเชื่อเสมอว่าการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนจะต้องเริ่มจากชุมชนที่เข้มแข็งค่ะ การฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศจะเปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวของตัวเอง ได้เรียนรู้การจัดการขยะ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการนำเสนอวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน พอชุมชนมีส่วนร่วม พวกเขาก็จะเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและหวงแหนพื้นที่ของตัวเอง ทำให้การท่องเที่ยวเติบโตไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การที่ชุมชนต่างๆ ได้เข้ามาช่วยกันสร้างสรรค์กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับพื้นที่สีเขียว หรือการทำเกษตรอินทรีย์ในเมืองที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเรียนรู้ได้ แบบนี้แหละค่ะที่เรียกว่า win-win situation ทั้งคนท้องถิ่นได้ประโยชน์ นักท่องเที่ยวได้ประสบการณ์ดีๆ และเมืองของเราก็เติบโตอย่างยั่งยืนค่ะ

ประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพ

พลังงานสะอาด ลดภาระในระยะยาว

เรื่องพลังงานเป็นอีกเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจเลยค่ะ การหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาดในเมือง ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานชีวภาพ ไม่ได้แค่ช่วยลดมลพิษเท่านั้น แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาวได้มหาศาลเลยนะคะ ฉันเคยไปเยี่ยมชมโครงการที่ชุมชนมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน หรือมีการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตเป็นพลังงาน ชีวภาพใช้เองในชุมชน พวกเขาก็บอกเป็นเสียงเดียวกันเลยว่ามันช่วยประหยัดค่าไฟไปได้เยอะมาก แถมยังสร้างรายได้เสริมจากการขายพลังงานส่วนเกินให้กับรัฐได้อีกด้วย นี่แหละค่ะคือการลงทุนที่คุ้มค่าจริงๆ เพราะมันช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับทั้งครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ พร้อมกับสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับเมืองของเราในอนาคตด้วย

ขนส่งสาธารณะดี มีแต่ได้กับได้

ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ เนี่ย เป็นอะไรที่ฉันเองก็ประสบพบเจอมาตลอดชีวิตเลยค่ะ มันไม่ได้แค่ทำให้เราเสียเวลาบนท้องถนนเท่านั้นนะ แต่ยังเป็นต้นเหตุของมลพิษทางอากาศและค่าใช้จ่ายน้ำมันที่สูงลิ่วอีกด้วย การลงทุนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น รถไฟฟ้า รถเมล์ไฟฟ้า หรือเส้นทางจักรยานที่เชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึง จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆ เพราะมันช่วยให้คนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลงได้เยอะเลยค่ะ พอคนใช้รถส่วนตัวน้อยลง ปัญหารถติดและมลพิษก็จะลดลงตามไปด้วย ส่งผลดีต่อสุขภาพของคนเมืองและสภาพแวดล้อมโดยรวม แถมยังช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศในการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วยนะคะ นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในหลายมิติเลยจริงๆตารางแสดงประโยชน์ทางเศรษฐกิจของการฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศ

ด้าน ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างในประเทศไทย
การลงทุนและธุรกิจ ดึงดูดนักลงทุนและบริษัทที่มองหาคุณภาพชีวิตที่ดีและภาพลักษณ์องค์กรที่ยั่งยืน โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ เพิ่มความน่าสนใจให้กับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์
การสร้างงาน เกิด “งานสีเขียว” ใหม่ๆ เช่น ผู้ดูแลสวน นักออกแบบภูมิทัศน์ ผู้เชี่ยวชาญพลังงานสะอาด โครงการฟื้นฟูคลองแสนแสบ หรือพัฒนาพื้นที่ใต้ทางด่วน สร้างงานให้คนในชุมชน
มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มมูลค่าที่ดินและอาคารในพื้นที่ใกล้เคียงกับโครงการเชิงนิเวศ ราคาที่ดินสูงขึ้นในย่านที่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ เช่น สวนลุมพินี
การท่องเที่ยว ดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น ย่านกะดีจีน-คลองสาน ฟื้นฟูวิถีชีวิตดั้งเดิม ดึงดูดนักท่องเที่ยว
การประหยัดค่าใช้จ่าย ลดค่าพลังงานเชื้อเพลิง, ค่ารักษาพยาบาล, ค่าจัดการมลพิษ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ หรือระบบขนส่งสาธารณะช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล

แรงจูงใจนักลงทุน ESG และการเติบโตแบบยั่งยืน

Advertisement

เทรนด์โลกที่ธุรกิจไทยต้องไม่พลาด

รู้ไหมว่าตอนนี้การลงทุนแบบยั่งยืน หรือที่เรียกว่า ESG (Environmental, Social, Governance) กำลังเป็นเทรนด์ใหญ่ของโลกเลยนะ นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับบริษัทที่ไม่ใช่แค่ทำกำไรอย่างเดียว แต่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และมีการบริหารจัดการที่ดีด้วย ถ้าเมืองของเรามีการฟื้นฟูเชิงนิเวศอย่างจริงจัง ก็จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากกลุ่มนักลงทุน ESG เหล่านี้ได้มากขึ้นเลยค่ะ ซึ่งเป็นเหมือนการการันตีว่าเมืองของเรามีการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว เพราะนักลงทุนกลุ่มนี้มองหาผลตอบแทนที่ดีควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ฉันเองก็แนะนำเพื่อนๆ นักลงทุนให้เริ่มศึกษาการลงทุนในหุ้นยั่งยืน หรือกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในบริษัทที่มี ESG สูงๆ เพราะเป็นช่องทางที่น่าสนใจและมีโอกาสเติบโตที่ดีในอนาคตจริงๆ

โอกาสใหม่ในตลาดทุนสีเขียว

การฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศยังเปิดประตูสู่ “ตลาดทุนสีเขียว” ด้วยนะคะ ลองนึกถึงพันธบัตรสีเขียว (Green Bond) หรือสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ที่บริษัทหรือหน่วยงานภาครัฐสามารถระดมทุนไปใช้ในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ นี่เป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศเพื่อมาใช้ในการพัฒนาเมืองของเราให้เป็นเมืองสีเขียวอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของเงินทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการยกระดับมาตรฐานการพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับนานาชาติ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังด้วยค่ะ ฉันเชื่อมั่นว่าถ้าเราทุกคนร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เราจะสามารถสร้างเมืองที่น่าอยู่ มีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างแน่นอนค่ะ

글을 마치며

หวังว่าข้อมูลที่ฉันนำมาแบ่งปันในวันนี้จะเป็นประโยชน์และจุดประกายให้ทุกคนเห็นถึงความสำคัญของการฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศนะคะ การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าเริ่มต้นได้จากตัวเราเองเสมอค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้เล็กๆ ในบ้าน การใช้ขนส่งสาธารณะ หรือการสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทุกการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเรา ล้วนมีความหมายและสามารถสร้างความแตกต่างให้กับเมืองของเราได้ค่ะ

อย่าลืมนะคะว่าการฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่มันคือการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคนในสังคมค่ะ มาร่วมมือกันสร้างเมืองของเราให้น่าอยู่และเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าค่ะ!

알아두면 쓸모 있는 정보

1. เช็คพิกัดสวนสาธารณะใกล้บ้าน: ลองสำรวจดูว่ามีสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวอะไรบ้างที่อยู่ใกล้บ้านของคุณ และใช้เวลาไปพักผ่อน ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมสันทนาการในพื้นที่เหล่านั้น

2. สนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: เลือกซื้อสินค้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล หรือสินค้าที่มาจากธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

3. ลดการใช้พลังงานในบ้าน: ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ได้ใช้ และเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดพลังงาน

4. ใช้ขนส่งสาธารณะ หรือปั่นจักรยาน: ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และหันมาใช้ขนส่งสาธารณะ หรือปั่นจักรยานในระยะทางใกล้ๆ เพื่อช่วยลดมลพิษ

5. เข้าร่วมกิจกรรมรักษ์โลก: ลองมองหากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชนของคุณ เช่น การปลูกป่า การเก็บขยะ หรือการรณรงค์ลดการใช้พลาสติก

Advertisement

중요 사항 정리

– การฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ดึงดูดนักลงทุน สร้างงานสีเขียว และเพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์

– การท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรง และสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

– การใช้พลังงานสะอาดและการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ดี จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน

– นักลงทุน ESG ให้ความสำคัญกับการลงทุนในบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

– ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศได้ เริ่มได้จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: การฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศน์จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อย่างไรบ้าง

ตอบ: โอ้โห! นี่เป็นคำถามที่สำคัญมาก ๆ เลยค่ะ เพราะหลายคนอาจจะมองว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของค่าใช้จ่าย แต่จริง ๆ แล้วการฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศนี่แหละค่ะคือขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจชั้นดีเลยนะ!
จากที่ฉันได้ศึกษาและเห็นกับตาตัวเองมาหลายโครงการ บอกได้เลยว่ามีประโยชน์หลายด้านมาก ๆ ค่ะอย่างแรกเลยคือ การดึงดูดการลงทุนและธุรกิจใหม่ ๆ ค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเมืองไหนมีสภาพแวดล้อมที่ดี อากาศบริสุทธิ์ มีพื้นที่สีเขียวเยอะ ๆ แถมยังใช้พลังงานสะอาดอีก แบบนี้ใคร ๆ ก็อยากมาอยู่ มาทำงานจริงไหมคะ?
บริษัทต่างชาติหรือธุรกิจสายกรีนก็จะสนใจเข้ามาลงทุน ทำให้เกิดการจ้างงานใหม่ ๆ ตามมาเพียบเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านพลังงานหมุนเวียน การจัดการของเสีย หรือแม้แต่เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมต่อมาคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ค่ะ ประเทศไทยเรามีแหล่งท่องเที่ยวสวย ๆ เยอะแยะเลย ถ้าเราฟื้นฟูเมืองให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างเช่น การปรับปรุงย่านเมืองเก่าให้มีชีวิตชีวาแต่ยังคงรักษามรดกทางวัฒนธรรมไว้ นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติก็จะอยากเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้นค่ะ ฉันเองก็เคยเห็นมาแล้วว่าชุมชนไหนที่เขาร่วมกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมดี ๆ นักท่องเที่ยวก็จะไหลเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ได้เยอะเลย ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก หรือแม้แต่สินค้าชุมชนเล็ก ๆ ก็พลอยได้อานิสงส์ไปด้วยที่สำคัญอีกอย่างคือ การเพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ค่ะ ลองจินตนาการถึงบ้านที่อยู่ใกล้สวนสาธารณะใหญ่ ๆ หรือคอนโดที่มีพื้นที่สีเขียวเยอะ ๆ สิคะ ราคาก็จะสูงขึ้นเป็นธรรมดาใช่ไหมคะ?
ยิ่งเมืองมีความน่าอยู่ ผู้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ การเดินทางสะดวกสบายและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มันเหมือนกับเป็นการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนทั้งด้านตัวเงินและคุณภาพชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้เลยค่ะ และเมื่อผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เขาก็จะมีกำลังใจในการทำงาน สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศแน่นอนค่ะ

ถาม: ประชาชนทั่วไปอย่างเราๆ จะมีส่วนร่วมกับการฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศน์ และได้รับประโยชน์อะไรบ้าง

ตอบ: ข้อนี้โดนใจฉันมาก ๆ เลยค่ะ! เพราะหลายคนมักจะคิดว่าเรื่องใหญ่แบบนี้เป็นหน้าที่ของภาครัฐหรือคนรวย ๆ เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว “พวกเราทุกคน” นี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเลยนะ!
จากประสบการณ์ตรงที่ฉันได้เห็นมาในหลายชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชนนี่แหละค่ะที่ทำให้โครงการฟื้นฟูเมืองประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนสิ่งที่เราทำได้ง่าย ๆ เลยก็คือ เริ่มจาก “ตัวเราเอง” และ “บ้านของเรา” ค่ะ ลองลดการใช้พลังงานในบ้านให้มากขึ้น แยกขยะให้ถูกประเภท ปลูกต้นไม้เล็ก ๆ ในบริเวณบ้าน หรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้บ่อยขึ้น แค่นี้ก็ถือเป็นการช่วยลดภาระให้สิ่งแวดล้อมแล้วค่ะ ถ้าทุกคนทำพร้อมกัน ผลลัพธ์ที่ได้มันยิ่งใหญ่เกินคาดเลยนะ!
นอกจากนี้ เรายังสามารถ เข้าร่วมกิจกรรมหรือโครงการของชุมชน ได้ด้วยค่ะ อย่างเช่น การร่วมปลูกป่าในเมือง การทำความสะอาดคลอง หรือการรวมกลุ่มกันเพื่อเสนอแนวคิดดี ๆ ให้กับหน่วยงานท้องถิ่น ฉันเคยไปร่วมโครงการ “สวน 15 นาที” ในกรุงเทพฯ มาแล้วค่ะ เป็นโครงการที่เปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าให้กลายเป็นสวนเล็ก ๆ ที่ทุกคนในชุมชนสามารถมาพักผ่อน ออกกำลังกายได้ภายในเวลาเดินทางแค่ 15 นาทีเอง ซึ่งเกิดจากการที่ชุมชนรวมตัวกันเสนอความต้องการนี่แหละค่ะ เห็นไหมคะว่าเสียงเล็ก ๆ ของเรามีความหมายมาก!
แล้วเราจะได้ประโยชน์อะไรบ้างเหรอคะ? เยอะแยะเลยค่ะ! อย่างแรกเลยคือ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แน่นอนค่ะ อากาศจะดีขึ้น น้ำสะอาดขึ้น มีพื้นที่สีเขียวให้พักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น ลดความเครียด ทำให้สุขภาพกายและใจของเราแข็งแรงขึ้นด้วยค่ะ ฉันเองก็รู้สึกได้เลยว่าเวลาได้เดินในสวนสาธารณะใจกลางเมือง มันช่วยให้ผ่อนคลายจากความวุ่นวายได้เยอะจริง ๆและยังรวมถึง โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในชุมชนด้วยนะคะ เมื่อเมืองน่าอยู่ การท่องเที่ยวก็คึกคัก ธุรกิจเล็ก ๆ ของคนในชุมชนก็มีโอกาสเติบโต อย่างเช่น การเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่ใช้วัตถุดิบออร์แกนิก หรือการจัดเวิร์คช็อปสอนทำผลิตภัณฑ์รักษ์โลกในชุมชน ก็เป็นการสร้างรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากได้อีกทางหนึ่งค่ะ

ถาม: มีตัวอย่างโครงการฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศน์ในประเทศไทยที่น่าสนใจบ้างไหม แล้วประสบความสำเร็จแค่ไหน

ตอบ: มีแน่นอนค่ะ! ประเทศไทยเราไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้เลย มีหลายโครงการทั้งของภาครัฐและเอกชนที่กำลังขับเคลื่อนและเห็นผลเป็นรูปธรรมแล้ว อย่างที่ฉันได้ไปสัมผัสมาและหาข้อมูลเพิ่มเติมก็มีหลายอันที่น่าสนใจมาก ๆ ค่ะหนึ่งในโครงการใหญ่ที่กำลังถูกผลักดันอย่างจริงจังคือ โครงการ “เมืองอัจฉริยะ” (Smart City) ค่ะ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีไฮเทคเท่านั้นนะคะ แต่ยังรวมถึงการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) ด้วย เช่น การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานสะอาด (Smart Energy) และการส่งเสริมการขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Smart Mobility) หลายเมืองในประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการนี้แล้วค่ะ เช่น กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ขอนแก่น, ภูเก็ต โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดค่าใช้จ่าย และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ที่ฉันเห็นชัด ๆ เลยคือตามเมืองใหญ่ ๆ เริ่มมีรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้เราเดินทางสะดวกสบายขึ้นเยอะเลยค่ะอีกโครงการที่น่าจับตามองในกรุงเทพฯ คือ “โครงการกรุงเทพฯ 250” ที่ดำเนินการโดยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) ค่ะ โครงการนี้เน้นการฟื้นฟูย่านเมืองเก่า 17 เขตในกรุงเทพฯ ให้กลับมาน่าอยู่และมีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยไม่ได้แค่ปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมด้วย ยกตัวอย่างเช่น การปรับปรุงพื้นที่ในย่านกะดีจีน-คลองสาน ซึ่งเป็นย่านประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่า ให้สอดคล้องกับการพัฒนาในอนาคต และที่สำคัญคือเน้นการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ฉันชอบแนวคิดนี้มาก ๆ เพราะมันเป็นการรักษาเสน่ห์ของเมืองเก่าเอาไว้ พร้อม ๆ กับการทำให้เมืองก้าวทันยุคสมัยค่ะนอกจากนี้ ยังมีการมุ่งเน้น การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง อย่างจริงจังด้วยนะคะ กรุงเทพมหานครเองก็มีนโยบาย “สวน 15 นาที” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสวนสาธารณะได้ง่ายขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เมืองสวยงามและมีอากาศดีขึ้นแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพกายใจของคนเมืองอีกด้วย เท่าที่ฉันสังเกตดู ตอนนี้ก็เริ่มเห็นสวนสาธารณะเล็ก ๆ ผุดขึ้นมาตามที่ต่าง ๆ มากขึ้นจริง ๆ ค่ะ และแต่ละที่ก็มีคนไปใช้ประโยชน์กันเยอะมาก ๆ เลย ทำให้เมืองมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะเลยค่ะโดยรวมแล้ว การฟื้นฟูเมืองเชิงนิเวศในประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ดีค่ะ แม้จะมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และที่สำคัญคือประชาชนอย่างพวกเรานี่แหละค่ะ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้เมืองของเราน่าอยู่ ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริงในอนาคตค่ะหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะคะ แล้วเจอกันใหม่ในโพสต์หน้าค่ะ!

📚 อ้างอิง